สารจากประธานกรรมการ

นายสมประสงค์ ปัญจะลักษณ์
ประธานกรรมการ

"ด้วยความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการและคำ นึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ PRIME บริษัทได้ชำระคืนเงินต้นหุ้นกู้บางส่วนของหุ้นกู้ทั้ง 4 รุ่น พร้อมดอกเบี้ย และผลตอบแทนพิเศษรวม 502.47 ล้านบาท (23.14% ของเงินต้น) และเชื่อมั่นว่า ปี 2569 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญ ในการเสริมสร้างรากฐานทางธุรกิจให้แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว"

        สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่า ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ ร้อยละ 2.9 ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายทั้งในภาคเอกชน และภาครัฐ รวมทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้า สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ในปีที่่ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายด้านผลประกอบการ และกระแสเงินสด อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินมาตรการบริหารต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่่วนช่วยลดระดับผลขาดทุุนในปี 2568 ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ความพยายามดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และวางรากฐานเพื่อสนัับสนุนการฟื้นตัว และการเติบโตของผลการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 224 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตตามสัญญารวมประมาณ 187 เมกะวัตต์ และมีรายได้รวม 820 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 38 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในประเทศไทย บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 223 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า ซึ่งผลขาดทุนถูกชะลอในอัตราที่ช้ากว่าการลดลงของรายได้รวม ในด้านการบริหารสภาพคล่อง บริษัทให้ความสำคัญกับการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดตราสารหนี้ ที่ยังต้องเผชิญแรงกดดัน โดยข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยระบุว่า ปี 2568 ภาพรวมตลาดเติบโตร้อยละ 4.7 โดยหลักมาจากตราสารหนี้ภาครัฐ ขณะที่การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนลดลงร้้อยละ 3.5 สะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุน และความไม่แน่นอนของตลาดทุน ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทได้ปรับแนวทางการบริหารสภาพคล่อง และโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัทในการบริหารจัดการและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัทได้ชำระคืนเงินต้นหุ้นกู้บางส่วนของหุ้นกู้ทั้้ง 4 รุ่น พร้อมดอกเบี้ยและผลตอบแทนพิเศษ รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 502.47 ล้านบาท โดยคิดเป็นการชำระคืน เงินต้นหุ้นกู้ สำหรับแต่ละรุ่น ในสัดส่วนร้อยละ 23.14 ของมูลค่าที่ตราไว้ต่อหน่วย ณ วันออกหุ้นกู้ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา และดำเนินการขอปรับเงื่อนไขการชำระหนี้หุ้นกู้ให้สอดคล้องกับสถานะสภาพคล่องของบริษัท เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงิน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยบริษัทมีแผนจัดสรรกระแสเงินสด ประกอบไปด้วย การพิจารณาจำหน่ายสินทรัพย์โครงการบางส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ การหาผู้ร่วมทุน และกระแสเงินสดที่มาจากการดำเนินธุรกิจ

        ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักธรรมาภิบาลควบคู่กับการบริหาร จัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักธรรมาภิบาลควบคู่กับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) นอกจากนี้ บริษัทได้รับการรับรองการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ครอบคลุมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 9 โครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านการทุจริต ของภาคเอกชนไทย (CAC) ในระดับ “ดีมาก” ซึ่งสะท้อนถึง ความมุ่งมั่น ในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน อุตสาหกรรมพลังงานสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในอนาคต

        สำหรับทิศทางในปี 2569 บริษัทได้ปรับกลยุทธ์องค์กร โดย มุ่งเน้นโครงการที่ใช้เงินลงทุนต่ำ และสามารถสร้างรายได้ ในระยะเวลาที่สั้นลง พร้อมขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะภาครัฐและลูกค้ารายใหญ่ ในขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนพัฒนาหน่วยธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านการประหยัดพลังงาน ระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารต้นทุนและการดำเนินงาน เพื่อเสริมความสามารถ ในการทำกำไร และการเติบโตอย่างยั่งยืน ในด้านปัจจัยภายนอก แนวโน้มธุรกิจพลังงานทางเลือกจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดของภาครัฐ และการเพิ่มขึ้นของความต้องการไฟฟ้าจากภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน การปรับตัวของประเทศต่อความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และราคาพลังงาน ยังเป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิด การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีด้านพลังงานมากขึ้น จากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กรควบคู่กับปัจจัยสนับสนุนจากภายนอก บริษัทเชื่อมั่นว่าปี 2569 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเสริมสร้างรากฐานทางธุรกิจให้แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว

        ในโอกาสนี้ ในนามของคณะกรรมการบริษัทและคณะผู้บริหาร บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผมขอขอบคุณ ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ลูกค้า คู่ค้า ตลอดจนหน่วยงานทุก ภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่ให้ความไว้วางใจ และสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทมาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังคงได้รับความไว้วางใจ และการสนับสนุน จากทุกท่านเช่นนี้ต่อไป ผมขอขอบคุณผู้บริหารและพนักงาน ทุกท่านที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติงานด้วยความ มุ่งมั่นและความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน องค์กรให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ พร้อมทั้งเสริม สร้างความมั่นคง และวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทในอนาคต

"ด้วยความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการและคำ นึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ PRIME บริษัทได้ชำระคืนเงินต้นหุ้นกู้บางส่วนของหุ้นกู้ทั้ง 4 รุ่น พร้อมดอกเบี้ย และผลตอบแทนพิเศษรวม 502.47 ล้านบาท (23.14% ของเงินต้น) และเชื่อมั่นว่า ปี 2569 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญ ในการเสริมสร้างรากฐานทางธุรกิจให้แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว"

        สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่า ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ ร้อยละ 2.9 ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายทั้งในภาคเอกชน และภาครัฐ รวมทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้า สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ในปีที่่ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายด้านผลประกอบการ และกระแสเงินสด อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินมาตรการบริหารต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่่วนช่วยลดระดับผลขาดทุุนในปี 2568 ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ความพยายามดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และวางรากฐานเพื่อสนัับสนุนการฟื้นตัว และการเติบโตของผลการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 224 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตตามสัญญารวมประมาณ 187 เมกะวัตต์ และมีรายได้รวม 820 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 38 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในประเทศไทย บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 223 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า ซึ่งผลขาดทุนถูกชะลอในอัตราที่ช้ากว่าการลดลงของรายได้รวม ในด้านการบริหารสภาพคล่อง บริษัทให้ความสำคัญกับการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดตราสารหนี้ ที่ยังต้องเผชิญแรงกดดัน โดยข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยระบุว่า ปี 2568 ภาพรวมตลาดเติบโตร้อยละ 4.7 โดยหลักมาจากตราสารหนี้ภาครัฐ ขณะที่การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนลดลงร้้อยละ 3.5 สะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุน และความไม่แน่นอนของตลาดทุน ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทได้ปรับแนวทางการบริหารสภาพคล่อง และโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัทในการบริหารจัดการและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัทได้ชำระคืนเงินต้นหุ้นกู้บางส่วนของหุ้นกู้ทั้้ง 4 รุ่น พร้อมดอกเบี้ยและผลตอบแทนพิเศษ รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 502.47 ล้านบาท โดยคิดเป็นการชำระคืน เงินต้นหุ้นกู้ สำหรับแต่ละรุ่น ในสัดส่วนร้อยละ 23.14 ของมูลค่าที่ตราไว้ต่อหน่วย ณ วันออกหุ้นกู้ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา และดำเนินการขอปรับเงื่อนไขการชำระหนี้หุ้นกู้ให้สอดคล้องกับสถานะสภาพคล่องของบริษัท เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงิน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยบริษัทมีแผนจัดสรรกระแสเงินสด ประกอบไปด้วย การพิจารณาจำหน่ายสินทรัพย์โครงการบางส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ การหาผู้ร่วมทุน และกระแสเงินสดที่มาจากการดำเนินธุรกิจ

        ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักธรรมาภิบาลควบคู่กับการบริหาร จัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักธรรมาภิบาลควบคู่กับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) นอกจากนี้ บริษัทได้รับการรับรองการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ครอบคลุมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 9 โครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านการทุจริต ของภาคเอกชนไทย (CAC) ในระดับ “ดีมาก” ซึ่งสะท้อนถึง ความมุ่งมั่น ในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน อุตสาหกรรมพลังงานสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในอนาคต

        สำหรับทิศทางในปี 2569 บริษัทได้ปรับกลยุทธ์องค์กร โดย มุ่งเน้นโครงการที่ใช้เงินลงทุนต่ำ และสามารถสร้างรายได้ ในระยะเวลาที่สั้นลง พร้อมขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะภาครัฐและลูกค้ารายใหญ่ ในขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนพัฒนาหน่วยธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านการประหยัดพลังงาน ระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารต้นทุนและการดำเนินงาน เพื่อเสริมความสามารถ ในการทำกำไร และการเติบโตอย่างยั่งยืน ในด้านปัจจัยภายนอก แนวโน้มธุรกิจพลังงานทางเลือกจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดของภาครัฐ และการเพิ่มขึ้นของความต้องการไฟฟ้าจากภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน การปรับตัวของประเทศต่อความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และราคาพลังงาน ยังเป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิด การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีด้านพลังงานมากขึ้น จากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กรควบคู่กับปัจจัยสนับสนุนจากภายนอก บริษัทเชื่อมั่นว่าปี 2569 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเสริมสร้างรากฐานทางธุรกิจให้แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว

        ในโอกาสนี้ ในนามของคณะกรรมการบริษัทและคณะผู้บริหาร บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผมขอขอบคุณ ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ลูกค้า คู่ค้า ตลอดจนหน่วยงานทุก ภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่ให้ความไว้วางใจ และสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทมาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังคงได้รับความไว้วางใจ และการสนับสนุน จากทุกท่านเช่นนี้ต่อไป ผมขอขอบคุณผู้บริหารและพนักงาน ทุกท่านที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติงานด้วยความ มุ่งมั่นและความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน องค์กรให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ พร้อมทั้งเสริม สร้างความมั่นคง และวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทในอนาคต

นายสมประสงค์ ปัญจะลักษณ์
ประธานกรรมการ